@สามช่องใต้ พังงา (MY Pics)

posted on 11 Nov 2011 23:14 by sassywitch
✿---เมื่อฉันตื่นเช้า---✿ Slideshow: อ้อมแอ้ม’s trip to พังงา, ไทย was created by TripAdvisor. See another พังงา slideshow. Create a free slideshow with music from your travel photos.

 

14 ชั่วโมง @ สวนหลวง ร.9 Slideshow: อ้อมแอ้ม’s trip to พังงา, ไทย was created by TripAdvisor. See another พังงา slideshow. Create your own stunning free slideshow from your travel photos.

edit @ 12 Nov 2011 00:23:02 by แม่มดราตรี

 

หัดแปลเพลงค่ะ ^^ ลองฟังกันดูนะคะ

http://www.youtube.com/watch?v=MbnBtqyYxgM

http://www.4shared.com/audio/xGgd86_U/Glenn_-_Sekali_Ini_Saja.html

 

___________________________________________________________

with you , we passed more than 1000 nights
with you , is what I want, But in the reality its not.
happening. ican't afford. If I have to be honest , Living without your breath.
God , if time can be turned back, let's me love you once again

__________________________________________________________

 .....กับเธอ .....
เราผ่านคืนสวรรค์พันราตรี
เธอคือยอดสิ่งดีที่ปราถนา
แต่ความจริง มันไม่ใช่เลยสักครา
เกินปัญญาก้าวข้ามผ่านพ้นไป


ยอมรับกับตัวเองอย่างสัตย์ซื่อ
เธอคือความรักจริงครั้งยิ่งใหญ่
ไร้เธอข้างกายระบายลมหายใจ
ฉันจะอยู่อย่างไร ต่อไปนี้..



พระเจ้า โปรดเมตตา...
ช่วยหมุนย้อนเวลาคืนมาใหม่
หนเดียวในชีวิตที่อยากได้
ขอย้อนไป รักเธอใหม่อีกสักครั้ง


 
--------------------------------------------------------------
 
Sekali Ini Saja - Glenn Fredly (เนื้อเพลงอินโด)
 
 
 
bersamamu kulewati
lebih dari seribu malam
bersamamu yang kumau
namun kenyataannya tak sejalan

tuhan bila masih ku diberi kesempatan
ijinkan aku untuk mencintanya
namun bila waktuku telah habis dengannya
biar cinta hidup sekali ini saja


tak sanggup bila harus jujur
hidup tanpa hembusan nafasnya

tuhan bila waktu dapat kuputar kembali
sekali lagi untuk mencintanya
namun bila waktuku telah habis dengannya
biarkan cinta ini, biarkan cinta ini
hidup untuk sekali ini saja


เป็นเพลงอินโดที่เพราะและเศร้ามาก...

edit @ 24 Jun 2011 04:00:34 by แม่มดราตรี

 
 
http://sassywitch.exteen.com/20110429/entry >> ภาคแรก นิทานหิ่งห้อย
 
ภาคต่อในมุมจันทร์ 
.
.
.

นับหิ่งห้อยจากจันทร์เจ้า...
มีเรื่องเศร้า เล่าต่อ หลังจากนั้น
เสียงกระซิบ ร่ำไห้ จากใจจันทร์
รักนิรันดร์ มันเป็น เพียงนิยาย

ถูกแบกรับ ความหวัง อันหนักอึ้ง
คาดไม่ถึง ความจริง ยิ่งกว่าร้าย
ปล่อยหิ่งห้อย บินจาก เจ็บเจียนตาย
เกินฟูมฟาย ให้รู้ลึก ความในใจ

หากไร้ซึ่ง แสงจ้า จากอาทิตย์
จันทร์มืดมิด ไร้ค่า ไม่สวยใส
แม้เพียงหนึ่ง หิ่งห้อย ด้อยกว่าใคร
ยังเปล่งแสง ออกมาได้ ไม่ลำเค็ญ

อย่าเหยียบตน ดูถูกตัว ว่าต่ำค่า
อย่าประเมิณ ใครสูงกว่า ที่ตาเห็น
อยากจะรัก รักทั้งหมด ที่ฉันเป็น
จันทร์ที่เห็น ใกล้ไกล ฤา ใช่จันทร์?


 
 
ภาพ & คำ BY: แม่มดราตรี
 
ป.ล. หาภาพที่เข้ากับเรื่องไม่ได้เลย..ไม่เคยถ่ายพระจันทร์ แหะ ๆ

 

edit @ 1 May 2011 02:14:27 by แม่มดราตรี

.
.
.
กาลครั้งหนึ่ง..ไม่นานนี้..
ณ ราตรี ประดับดาว พราวสุกใส
จันทร์โดดเด่น สวยล้ำ งามกว่าใคร
เกินห้ามใจ หลงใหล ในเงาจันทร์


เป็นเพียงหนึ่ง หิ่งห้อย ตัวน้อยนิด
บังอาจคิด การใหญ่ ไกลเกินฝัน
กางปีกบาง หวังบินไป ให้ถึงจันทร์
พร้อมเดิมพัน ทั้งตัว ทั้งหัวใจ


ประทับจูบ จันทร์เจ้า เศร้าจับจิต
ไม่งดงาม ตามที่คิด ที่ฝันใฝ่
ไร้สีสัน แสงนวล เย้ายวนใจ
จันทร์มองใกล้ ไม่ต่าง กับหินทราย


หุบเหวเหงา รอยเงา กาลอดีต
ส่งเสียงกรีด หวีดร่ำ ช้ำเมื่อสาย
หอบปีกบาง กางหนี บินเดียวดาย
ฤา จันทร์ไกล ถึงได้ ดูงดงาม



ภาพ & คำ BY: แม่มดราตรี

แถมเพลงตามระเบียบ..อิอิ~*

edit @ 29 Apr 2011 08:40:19 by แม่มดราตรี

การวัดแสงให้ความคิด~*

posted on 07 Apr 2011 08:31 by sassywitch
 
 
วัดแสงให้ความคิด..

โอ้..ชอบคำนี้จัง
หมู่นี้อ่านหนังสือเยอะขึ้น จิตใจสงบลง
ยังคงหลงไหลกลางคืน ..
เพราะความมืดทำให้เราได้ยินเสียงความคิดตัวเองชัดเจนขึ้น..

ฉันไม่ใช่คนมองโลกแง่ดี
แต่ก็ไม่ได้มองโลกแง่ร้าย
และ..ไม่ได้มองโลกในแง่จริงด้วย
เพราะฉันยังมองทุกอย่างจากสายตาอคติของตัวเองเป็นที่ตั้ง
เพียงแต่เพียรมองโลกหลายมุมขึ้น..
เหมือนระบบเซ็นเซอร์ของกล้อง
ที่พยายามคำนวณทุกสีให้ออกมาเป็นค่าเทากลาง 18%

บ่อยครั้งที่ฉันเผชิญหน้ากับความไม่เข้าใจ
และไม่สามารถเอ่ยปากร้องถามถึงคำตอบ
ทิฐิที่ก่อไว้สูงหนึ่ง
กลัวรับไม่ได้กับคำตอบอีกหนึ่ง

ความจริงมันไม่ได้สวยงามและน่าฟังเสมอไปนี่

การถามย้ำคนอื่น
จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ตัวเองพึงใจ
เป็นเครื่องยืนยันว่า ท้ายสุด คนที่เราจะเชื่อคือตัวเราเอง
แล้วจะถามคนอื่นไปทำไม?
อาจจะอยากสบายใจที่ได้บอกตัวเองว่า "ไม่ใช่เราคนเดียวที่คิดแบบนี้"

เข้าข่ายหลอกตัวเองอยู่กลาย ๆ..แต่มันก็สบายใจดี

ฉันหัดวัดแสงความคิด ให้ออกมาเป็นเทากลาง 18%
ฉันไม่เชื่อว่ามันจะมีแค่ ขาว-เทา-ดำ
ระหว่างทาง..มันจะมีน้ำหนักสีเข้ม-เบาไม่เท่ากัน

หนึ่งสถานการณ์
ฉันจะแทนที่ด้วยค่าที่เลวร้ายที่สุด
เลวร้ายรองลงมา
ธรรมดา
ดี
ดีที่สุด
ไปเรื่อย ๆ..จนได้ค่าเพียงพอที่จะทำให้ใจมีความสุข

เราทำตามความพอใจของตัวเองตลอดเวลาไม่ได้
เราทำตามความพอใจของคนอื่นตลอดเวลาก็ไม่ได้



การอยู่ร่วมกันมากกว่า 1 จึงต้องมีกฏ กติกา มารยาท
ขีดเส้นบาง ๆ คั่นไว้
สัมผัสกันเพียงผิวเผิน
เดินใกล้กันมาก ก็ล้ำเส้นเหยียบเท้ากัน

คำขอโทษไม่ช่วยให้หายเจ็บเท้า
แต่ก็เพียงพอที่จะลืมแล้วก้าวต่อไปได้อีก


...

หลายคนเลือกที่จะเดินออกไปจากสิ่งที่ทำให้เจ็บปวด
แต่ฉันเลือกที่จะนั่งมองมัน
สัมผัสมันเหมือนเอาลิ้นไปดุนฟันซี่ที่ผุ
อา..ยิ่งแตะ ยิ่งเจ็บ ...ยิ่งซี้ด  ยิ่งมันส์.......
นานเข้าก็ชิน นานเข้าก็ชา
จนไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีก

จนฉันสามารถนั่งมองเหตุแห่งความทุกข์ด้วยรอยยิ้ม

เพียงปุถุชนที่มีอัตตาและเวียนวนในวัง รัก โลภ โกรธ หลง
ไม่ใช่ผู้หลุดพ้น..


การวัดแสงให้ความคิด ไม่ใช่เพื่อจะแก้ไขความคิดคนอื่น
หากแต่เป็นการเรียนรู้ที่จะ .. "ย อ ม รั บ "


edit @ 1 May 2011 18:36:37 by แม่มดราตรี

 
 
คนทั่วไป ชอบเปรียบความเหงาเป็นขาวดำ
สำหรับเรา ความเหงามีสีสัน
 แต่เป็นสีที่ เ พี้ ย น - ห ม่ น -  ทึ ม  เหมือนภาพวาด  สีน้ำ
จึงเป็นที่มาของไอเดียกระทู้นี้
กาลครั้งหนึ่ง ณ ความรัก
ฉันร่าเริง ทายทัก โลกสดใส
"สีชมพู" ยึดครอง ทุกห้องใจ
มองทางไหน ชื่นใจ สวยเพลินตา
.
.
วันนี้....
.
.
24 ชั่วโมง ยังเท่าเก่า
วินาที ของคนเศร้า ยาวนานกว่า
เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ในดวงตา
เมื่อคำลา เข่นฆ่า คำว่าเรา
 
แววตาสิ้นสดใส ไม่เดียงสา
มองท้องฟ้า ไม่เป็นเช่นวันเก่า
ดอกไม้เปลี่ยนสีสัน พลันหม่นเศร้า
โลกของฉัน ไม่ทึบเทา แต่ร้าวราน~*
 
 
ฟังเพลงประกอบจะได้อรรถรสมากขึ้นจ้ะ
 
 
 

Photo & Copy BY: แม่มดราตรี

edit @ 6 Apr 2011 08:01:00 by แม่มดราตรี

【-- Unhappy Valentine --】

posted on 30 Mar 2011 10:42 by sassywitch
ปลิดปลิวในความฟุ้งซ่าน
บรรยากาศของความรักลอยคลุ้ง
เหมือนหนอนเน่า ยั้วเยี้ยชอนไชตามรูขุมขน


ดวงตายังคงไร้แสง มองเห็นทุกภาพเป็นขาวดำ
เหมือนทีวีเครื่องเก่า ที่ไม่อาจซ่อม

พัง! พัง! พัง!

ทุกอย่างพินาศล่มสลาย
นาฬิกาของฉันหยุดเดิน แต่โลกยังไม่หยุดหมุน
เหมือนโดนเหวี่ยงออกนอกแรงดึงดูด
พันธการตัวเองไว้กับอดีต
เดิมพันครั้งสุดท้ายที่พ่ายแพ้

จำนนกับความอ่อนแอที่ค่อย ๆ เติบโต

"ความหวัง" เลือนลางแทบไม่รู้สึก
หน้าตาเจ้าเป็นเช่นใดกันเล่า?
ฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่าเรารู้จักกัน

"ความรัก" เป็นเช่นใดกันเล่า?
วันที่เขาจากไป..ทำไมเจ้าถึงยังหน้าด้านอยู่ต่อ?
หากเป็นความรู้สึกที่เกิดกับฉันเพียงฝ่ายเดียว
รักเอ๋ย..จงอย่าได้เติบโตขึ้นในความอ่อนแอ
นั่นเป็นการซ้ำเติมมากเกินไป
สำหรับคนไร้หนทางเช่นฉัน


พัง! พัง! พัง!

ชีวิตที่ผุพัง-ความหวังที่เลื่อนลอย-ความรักที่คงอยู่-ความฝันที่หายไป...

สองมืออ่อนล้ายังจะกล้าไขว่คว้าอะไรอีกเล่า?
นอกจากเก็บไว้โอบกอดตัวเองในคืนเหงาที่ไม่รู้วันอวสาน..

สะกดตัวเองให้หลับใหลไปพร้อมกับคำสาป
เหมือนเจ้าหญิงนิทราในป่าคอนกรีต ที่ไม่มีวันได้รับจุมพิตจากเจ้าชาย

สัมผัสสุดท้ายที่ยังรู้สึก
จูบแรก ที่แลกลมหายใจ ฤา จูบสุดท้าย ที่ไม่มีอาจลบเลือน

เพียงรักชั่วขณะนึงอันน้อยนิด
กลายเป็นความทรงจำไปตลอดชั่วชีวิตที่เหลือ



พัง! พัง! พัง!

ค่อย ๆ ฝังหัวใจไว้ในหลุมดำแห่งอดีต
กลบหน้าด้วยภาระหน้าที่ทางสังคม
แล้วหลอกใช้ความรักของอีกคน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

ฉันเข้มแข็งไม่พอที่จะลืม
และอ่อนแอเกินกว่าจะกล้ายืนตามลำพัง



















ฉัน...

ผู้แสนขาดเขลา เห็นแก่ตัว และ ชั่วร้าย

"ความสุข" จึงกลายเป็นของฟุ่มเฟือยที่..ไม่คู่ควร!


"โลกนี้อาจไม่มีความรักให้กับเธอ
แต่การจากไปของเธอกลับทำให้ ความรักเกิดขึ้นในใจฉัน"

ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา
ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด
จนความรักเธอเมตตา เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป
บนโลกที่โหดร้าย เหลือเกิน

 

 
http://www.youtube.com/watch?v=m19NcL1Im1E&feature=player_embedded
 
 
หากเพลงซักเพลงนึงมันจะมีความทรงจำบางอย่างซุกซ่อนไว้
เพลงนี้..เป็นอีกหนึ่งเพลงที่มีความหมายสำหรับฉัน

..........

"แตงโม" คือชื่อที่ฉันเรียกเธอ
"ปลาทอง" คือชื่อที่เธอเรียกฉัน
การพบกันของเราแปลกประหลาดโลก
และไม่นาน เราก็ได้ตกอยู่ในห้วงของแรงดึงดูดของกันและกัน

ทุกครั้งที่เธอพูด..มันน่าลุ่มลึกและน่าฟัง
ฉันชอบพูด แต่ฉันกลับชอบฟังเธอพูดยิ่งกว่า

"รู้จักเพลง '...ก่อน' มั๊ย?" เธอถาม
"รู้สิ เพลงของป๊อด ดังมาก..ฉันรักเสียงป๊อด"
เธออมยิ้มนิดนึงแล้วยัดวอล์คแมนใส่ในหูฉัน
...ก่อน ฉบับพราย ดังก้องไปถึงหัวใจ
 
.
 
"ศาสดาของผมคือ พราย" เธอกระซิบ
แล้วเปิดประตูให้ฉันได้รู้จักโลกอีกใบ
โลกที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมี หรือมีแต่ฉันไม่เคยใส่ใจ

เพลงนี้ไม่ได้ชื่อว่า "ก่อน" แต่เป็น "...ก่อน"
จุด 3 จุด ก่อนหน้าเป็นการละจากคำว่า
"เธอจากไปก่อน ก่อนที่จะรู้ว่ามีคนรักผม"
พรายเขียนขึ้นให้เด็กผู้หญิงคนนึงที่เสียชีวิต


เรื่องราวของพราย..
บทเพลงของพราย..
เพลงแล้วเพลงเล่า
เธอถ่ายทอดออกมาให้ฉันฟังอย่างตั้งใจ
ฉันล่องลอยอยู่ในโลกใหม่

ผมเธอปรกหน้าไล่ยาวมาถึงบ่า
ดวงตาเธอฉายแววเหงา
ปากเธอขยับขับขานบทสวดของศาสดา
ในมือเกากีตาร์คู่ใจ...


"...ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ...ก่อนความอบอุ่นของไอแดด
...ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ...ก่อนความฝันอันแสนหวาน .."






ฉันหลับตาพริ้ม..ราวตกอยู่ในมนต์สะกด...
 
_________________________________________
 
_________________________________________
 
 
และนี่เป็นเพียงกลอนบทเดียวที่ฉันเขียนขึ้นเพื่อตอบแทน "เธอ"
เหมือนที่เธอบอกเสมอ..เธอคือ พระจันทร์ตอนกลางวัน




ฉันคืออาทิตย์เที่ยงคืน
ลืมตาตื่นยามผู้คนหลับใหล
เธอคือพระจันทร์กลางวันแสงรำไร
จนใคร-ใคร เผลอมองข้าม ความสำคัญ

บนฟ้ากว้าง กว่ากว้าง
ความอ้างว้าง นำเธอมาเจอฉัน
อาทิตย์เที่ยงคืน ตื่นขึ้นเพื่อปลอบจันทร์
สิ้นอวสานความเหงางัน นะจันทร์เหงา~*



ขอบคุณวงโคจรที่ทำให้เราได้เจอกัน
ให้เธอหมุนรอบฉัน และฉันหมุนรอบเธอ
 

 

--[ อุทิศแด่ความทรงจำสีซีเปีย ]-- ซีดจางแต่กระจ่างชัดทุกความรู้สึก
 


edit @ 14 Mar 2011 11:39:06 by แม่มดราตรี

3-4 วันมานี่ ฉันต้องเผชิญกับความรู้สึกบางอย่าง
ที่มันไม่ค่อยได้เกิดขึ้นในหน่วยอารมณ์


ฉันเกลียด! ฉันเกลียด! ฉันเกลียด!
โอ้..ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว

ผลจากความเกลียด
ทำให้ฉันนอนไม่หลับ
กินข้าวไม่ลง
ไม่มีสมาธิในการทำงาน
ใจเต็มไปด้วยความคิดด้านมืด
อยากแก้แค้น...

 

เปรียบเหมือนการปวดฟัน
บางคนก็แค่ไปหาหมอฟัน จัดการปัญหา อุด หรือถอนทิ้งให้มันจบ ๆ ไป
แต่ฉัน...กลับชอบเอาลิ้นไปแหย่ ไปดุนฟันซี่ที่ปวด
เพื่อเพิ่มความเจ็บปวดให้ตัวเองมากขึ้น
(ออกแนวมาโซคิสต์เล็กน้อย-___-')

ฉันชอบอยู่กับความเจ็บปวดให้ถึงที่สุด
เพื่อที่จะได้ชิน..และก็ชา
สุดท้ายจะได้ไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีก

---------------------

หน่วยของอารมณ์ ชอบ รัก โมโห โกรธ เกลียด
ถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ตามระดับ

หากฉันถูกใครสักคน โกรธ (หรือเกลียด)
ฉันจะลำดับความคิดเป็นขั้นตอน
ผล..ต้องมีเหตุ ..หาเหตุเจอ ก็จะเจอคำตอบ

คิดในมุมมองของเขา..เราจะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น
เมื่อเราเข้าใจเขาแล้ว..เราจะสามารถให้อภัยเขาได้จากใจจริง ๆ

ฉันเป็นอัจฉริยภาพในการเข้าใจบุคคลนะ...(หนูดีบอกมา)

 

ก่อนที่ความเกลียดจะกัดกร่อนไปมากกว่านี้
ฉันหยุดนิ่ง และพิจารณาความเกลียดอย่างเข้าใจ

ทำไมถึงเกลียด?
แรก..เริ่มจากโมโห....มากเข้าก็เป็นโกรธ
โกรธสะสมจนเป็นเกลียด

เกลียดเพราะ..เขาไม่รัก?
ไม่ใช่นะ..คนที่ไม่รักฉัน มีออกจะเยอะแยะ ..คนที่เกลียดฉันยิ่งเยอะกว่า
Who care? ไม่ได้แบมือขอข้าวเขากินนิ?
เกลียดฉันให้ตาย..ฉันก็ไม่คิดจะเกลียดตอบ

 
ฉันไม่ค่อยเกลียดใครเลยจริง ๆ นะ ให้ตาย!


ขั้วตรงข้ามของความรัก ไม่ใช่ความเกลียด
แต่คือ ความเมินเฉย
เพราะในความเกลียด ..ยังมีความรู้สึกเหลืออยู่
อย่างน้อย..คุณจะคิดถึงคนที่เกลียดอยู่บ้าง


แต่ในความเมินเฉย...มันว่างเปล่า
มันไม่มีอะไรทั้งนั้น!!
 
..

ฉันเกลียดการไร้ตัวตน
ฉันจึงเกลียดคนที่ทำให้ฉันรู้สึกเช่นนั้น

หยามเกียรติกันกี่ครั้งยังอภัยให้ได้
แต่โปรดอย่าทำเหมือนฉันไร้ตัวตน!

--------------------------------


แต่กับบางกรณี ..หากคิดแล้วยังหาคำตอบไม่ได้

 มันจะเกิด "ความไม่เข้าใจ"
และในความไม่เข้าใจ ถูกซ้อนทับด้วยกำแพงอคติอีกชั้นจากทั้งสองฝ่าย
ไม่มีใครยอมลดอัตตาลง


ทุกแรงกระทำย่อมมีแรงตอบโต้
กระทำต่อกันมากขึ้น ..มากขึ้น
ตอบโต้กันแรงขึ้น..แรงขึ้น
แรงมา แรงไป..สุดท้ายก็พัง!

 

------------------------

 

 หลังจากพิจารณาความเกลียดอย่างถี่ถ้วน ฉันพบว่า..

ฉันเกลียดเขา เพราะฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเกลียดฉัน!
 
 

------

 
ความรู้สึกชอบ เกิดขึ้นได้ง่ายมากสำหรับฉัน
แต่หากรักนั้นค่อนข้างยาก
เกลียด...ยิ่งยากกว่า
และ..ลืม ยิ่งยากที่สุด!

 

 


ผู้ดีแก้แค้นสิบปียังไม่สาย
ฉันใจเย็นและรอได้ (ยิ้ม ยิ้ม)  ^3^

edit @ 14 Mar 2011 08:18:34 by แม่มดราตรี

【-- Ex-Boyfriend --】

posted on 12 Mar 2011 04:40 by sassywitch
จากเค้าโครงเรื่องจริง ที่ผ่านการปรุงสีใส่ไข่ เพิ่มอรรถรส


....................................................

"แกว่า Girlfriend (แฟน) กะ Girl friend (เพื่อน) ต่างกันยังไง?"
"เอาอีกแระ เจ้านู๋จัมไม สงสัยอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาอีกแระ"
"ตอบก่อนดิ๊"
"ไม่รู้เว่ย..คนไทย ดูหน้าสิเนี่ย ผมดำ ตาดำ ตัวดำ ใช่ฝรั่งที่ไหน มาถาม เอ๊อ!"
"ไม่รู้ก็ตอบไม่รู้ อย่ากวน" น้ำเสียงฉันชักเจืออารมณ์นิด ๆ
"เออ ๆ ไม่รู้ มันต่างกันตรงไหนล่ะอ่ะ" อีกฝ่ายยอมเสียงอ่อนลง คงเห็นท่าว่าสถานการณ์จะไม่ค่อยดี
"ต่างกันที่ Space ไง แกดูสิ... Girl friend (เพื่อน) มันจะมี Space หน่อยหนึ่งเห็นป่ะ"
ฉันพูดพร้อมเขียนลงในสมุดให้ดูเป็นตัวอย่าง อีกฝ่ายพยักหน้าหงึก ๆ อย่างไม่ค่อยจะใส่ใจ แต่ก็ขี้เกียจจะขัดใจ

"แกดูอีกสิ แปลกมั๊ย...ในคำว่า
Believe
ก็มีคำว่า Lie ประกอบอยู่ด้วย แกว่ามันแปลกป้ะ?
แสดงว่า ในความเชื่อ มันก็มีสิ่งที่โกหกอยู่ ใช่ป้ะ?"
"หึ ! " อีกฝ่ายส่ายหน้าคล้ายไม่เห็นด้วย แต่ฉันยังอธิบายต่อ
"แล้วคำว่า
Lover
นะ พอเอาตัว L ออก มันก็กลายเป็น Over ทันที

แปลว่ารัก กับเลิก มีเส้นกั้นบาง ๆ แค่หน่อยเดียวเองเนอะ"

"แล้วนี่...
FRIEND
มีคำว่า END อยู่ด้วยล่ะ แกดู ๆ..ถ้าบอกว่าให้เป็นเพื่อน

ก็หมายความว่าความสัมพันธ์มัน THE END แล้ว..จริงป้ะ?"

"โอ้..น่าทึ่ง!!"
"ใช่มั๊ยล่ะ ความมหัศจรรย์ทางภาษาที่ฉันค้นพบ" กอดอกลอยหน้า น้ำเสียงภูมิใจ
"ที่น่าทึ่งน่ะแกตะหาก ว่างมากใช่มั๊ยเนี่ย ถึงได้มานั่งสงสัยอะไรที่ไม่เป็นเรื่องเนี่ย..รู้แล้วเพิ่มรอยหยักในสมองได้มากเลยเน
ี่ยยยยย.."

ไม่ทันจบเสียงล้อ มีผลัวะ ตุ๊บ ตั๊บ และเสียง โอ๊ย ตามมา... คงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น

...

ฉันอมยิ้มไปกับความทรงจำ เก่า ๆ ที่ผุดขึ้นมาในสมอง


...
ก่อนหน้านี้ซัก 10 นาที..
ในบ่ายวันเสาร์ที่แสนเอื่อยเฉื่อย

"อย่ามาทำน่ารัก หากไม่รักจะเจอดี..."
เสียงริงโทนที่ตั้งไว้เฉพาะสำหรับใครคนนึง ทำฉันสะดุ้ง
นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้ยินเสียงนี้ดังขึ้นในโทรศัพท์
กดรับแล้วพูดคุยน้ำเสียงปกติ

"ไง"
"เฮ้ย แกอยู่ไหน?"
"เดินชิลแถวห้าง"
"ห้างไหน?"
ฉันตอบชื่อโรงหนังหรูใกล้บ้านไป
"มาทำไรวะ?" อีกฝ่ายถาม
"เอ๊า มาเตะตะกร้อมั้งในห้างเนี่ย ว่าจะกินข้าว ดูหนัง ซื้อหนังสือ"
"มากะใคร? มานานยัง?" อีกฝ่ายรัวคำถาม
"มาคนเดียว เพิ่งมา.."
"โถ ๆ ..น่าสงสาร รออยู่นั่น ไม่เกิน 10 นาที เดี๋ยวไปหา"
"เฮ๊ย..มาทำไม?" ฉันร้องเสียงหลง จนคนที่เดินสวนชะงักมอง
"ก็ไปเดินชิลเป็นเพื่อนแก เอาเหอะ รอนั่นแหละ เด๋วเจอกัน" จบคำพ่อก็กดวางสายปุ๊บ ไม่รอให้ฉันปฏิเสธ

"เอ้า..ตามใจ อยากมาก็มา" ฉันพึมพัมกับตัวเองเบา ๆ ก่อนปล่อยใจล่องลอยไปกับเรื่องราวเก่า ๆ

นานแค่ไหนแล้วที่เรา 2 คนไม่ได้เจอกัน 2 ต่อ 2
อาจจะมีบ้าง เจอกันตอนที่กลุ่มเพื่อน ๆ นัดปาร์ตี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นการนัดแบบตั้งใจมาเจออย่างนี้
ทั้ง ๆ ที่บ้านก็อยู่ใกล้กันแท้ ๆ..ใกล้ชนิดที่ว่าเดินถึงอ่ะ
นึก ๆ ไปก็ขำ ก่อนจะคบกัน ได้เจอกัน กินข้าว-ดูหนังกันแทบทุกอาทิตย์
คงเป็นเพราะ Space บางอย่าง ในคำว่า Griend friend (เพื่อน) ที่ทำให้เราสร้างกันแพงกันขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

ไม่ใช่ว่าเราไม่คุยกันนะ
ปกติฉันเลิกกับใครฉันก็คุยเป็นเพื่อนได้ทั้งนั้นแหละ
ประวัติการคบหาที่ผ่านมาในชีวิต (อย่าให้นับ มันจะเยอะ) มีเพียงแค่ 2 คนเองมั้ง ที่ไม่คุยด้วย
หนึ่งในนั้นคือเค้าผิดจนเกินอภัยให้ได้ ส่วนอีกหนึ่ง ..เค้าติสท์แตก ช่างเค้า (เข้าไม่ถึง) -*-

มัวแต่คิดอะไรเพลิน ๆ มารู้ตัวอีกทีเท้าฉันก็หยุดอยู่หน้าร้านเสต็กร้านโปรดของ "เรา"
ยืนลังเล ซักพัก
ใจจริงวันนี้ที่มา ก็กะจะมากินเสต็กร้านนี้ นี่แหละ
แต่ถ้าเลือกนั่งร้านนี้ อีกฝ่ายเค้าจะเข้าใจไปเองมั๊ยว่า เราจงใจเลือกร้านเพื่อรำลึกถึงความหลังเก่า ๆ
ช่างมัน ! ฉันยักไหล่ เถียงกับตัวเอง
ระหว่างเรามันไม่มีอะไรให้รื้อฟื้นแล้วน่า เมื่อฉันไม่คิดมาก อีกฝ่ายก็ไม่น่าจะคิดมาก (มั้ง)....


แล้วก็สาวเท้าเข้าร้านเลือกโต๊ะที่ว่างมุมด้านใน
นั่งพิจารณาเมณูใหม่ ๆ อย่างตั้งใจ

"ผัวะ" มือลึกลักตบหัวเข้าให้จนสะดุ้ง
หันไปแจกภาษาดอกไม้ ให้ตัวการที่ยิ้มเผล่ หน้าทะเล้น
ไม่รีรอให้ฉันด่านาน เจ้าตัวก็มานั่งพร้อมกระเป๋ากล้องใบใหญ่ไม่คุ้นตา

"เฮ้ย..เก่งจังตามมาถูกด้วย รู้ได้ไงว่าฉันอยู่ร้านนี้"
"ตามกลิ่นมา กลิ่นสาวแก่มันแรง เดินเข้าห้างมาก็รู้แระ ว่าแกอยู่ไหน"
"ไอ้บ้า!!"

หยอกล้อกันเป็นพิธี พอให้ได้ระเบิดเสียงหัวเราะรั่วลั่นร้าน

"สั่งอะไรหรือยัง?"
"ยังเลย กำลังดู ๆ อยู่"
"มานี่ ฉันสั่งให้...น้อง เซอร์ลอยด์ พริกไทยดำ แบบแรร์ ราดน้ำชุ่ม ๆ กับซุปครีมเห็ด และเป๊บซี่"
อีกฝ่ายสั่งเมณูโปรดประจำของฉัน แล้วหันมายักคิ้วแผล่บ ๆ เหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่า "งัยล่ะ ฉันจำได้นะว่าแกชอบกินอะไร"

"ชิ..รู้ได้ไงว่าฉันจะกินแบบเดิม วันนี้ฉันอยากลองเนื้อโคขุนตะหากเล่า.."
"เอ๋า..งั้นก็เปลี่ยนดิ่"
"หึ ไม่เอาแล้ว แกนั่นแหละ สั่งเสต็กโคขุนเลย ฉันจะได้แย่งกิน"
"ตามนั้นจัดไป"

วุ่นวายกันเรื่องสั่งอาหารซักพัก
ก็กลับมาคุยกันกันต่อ
ถามสารทุกข์สุกดิบ อ้วนขึ้น ผอมลง ดำลง ขาวขึ้น ตามนิสัยคนไทยทั่วไป

...


"ลมอะไรหอบมาวะเนี่ย ร้อยวันพันปีไม่เห็นหัว"
"ลมแห่งความคิดถึงไง ฮิ้วววว"
"ไอ้บ้า.." ฉันด่าเบา ๆ ไม่ได้เขิน ..บอกตามตรงไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว
แค่เห็นหน้าแว่บแรก ก็รู้ปฏิกิริยาตัวเองดี ว่าปกติมาก ๆ
เวลามันผ่านไปนานจนกัดกร่อนความรักไม่เหลือซาก

"ดูนี่ดู.." อีกฝ่ายยื่นกระเป๋ากล้องมาให้
"ไปถ่ายรูปมาเหรอ?"
"ดูก่อนน่า" อีกฝ่ายยัดเยียด ฉันจึงรับมาเปิดดูอย่างเสียไม่ได้ (ก็ไม่ได้อยากจะดูนินา)
"อ้าว เฮ๊ย.... หนอนนินา D80 กลายเป็นหนอนได้ไง ย้ายค่ายซะงั้น ไหนบอกจะ up เป็น D90"
"555+ เออ ถ่ายไปถ่ายมา รู้สึกชอบไฟล์หนอนมากกว่า 550d ตัวนี้ถ่าย VDO ได้ด้วยนะ เทียบเท่า D90 แหละ"
"เอ้า...ทำไมไม่ไป D7000 ล่ะ นั่นก็ถ่าย VDO เจ๋งออก เสียดายเลนส์ไวด์เมาส์นิค ที่เคยมี"
"ง่าย ๆ เลย ตังค์ไม่ถึงชัดป่ะ"
"อ้อ ไอซี"

เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน..สาวกนิคเข้มข้น ยังกลายพันธุ์เป็นหนอนได้เลย ..ฉันนึกปลง ๆ บางอย่างในใจ

..

แล้วเราสองคนก็นั่งไทม์แมชชีนไปยังเวลาเก่า ๆ
เรื่องโน้นเรื่องนี้ถูกขุดขึ้นมาเล่าได้ไม่จบสิ้น
แปลกนะ..เคยมองว่ามันสาหัสหนักหนา พอเวลาผ่านไป ก็สามารถพูดถึงได้ขำขำ

"เฮ๊ย..แต่สารภาพอย่างนึงตรง ๆ เลยนะเว่ย ฉันจำช่วงเวลาที่เราคบกันไม่ได้เลยว่ะ
คล้าย ๆ ความทรงจำช่วงนั้นมัน AutoDelete ออกจากสมองไปเลย" ฉันบอกอีกฝ่ายเสียงจริงจัง

"ดีแล้ว ที่ลืมมันซะได้ แสดงว่ามันเลวร้ายจนแกไม่อยากจำ หรือว่า มันอาจไม่มีค่าพอให้แกจำ"
"คงงั้นมั้ง" ฉันเห็นด้วย..จริง ๆ นะ ..ฉันจำได้แค่ช่วงก่อนที่เราจะคบกันเท่านั้นเอง ทำไมกันนะ?

"แกน่ะ ..ตลกมาก เวลาโกรธ ชอบเถียงฉันเป็นภาษาอังกฤษ" อีกฝ่ายรื้อฟื้น
"จริงดิ่???"
"เออ..ติดปากเลยคือคำว่า It's not a big deal OK? Blah blah พอภาษาอังกฤษมาทีไร ฉันจะรู้แระว่างานเข้า แล้วกู"

555+ สองคนหัวเราะพร้อมกัน

"แถมแกแม่งหึงนิ่ง...ไม่ด่า แต่ว่าดุ โคตรน่ากลัวกว่าหึงอาละวาดอีก" อีกฝ่ายขุดคุ้ยต่อ
"ยังไงวะ จำไม่ได้"
"ก็คราวนั้นไง ไอ้เปิ้ลแฟนเก่าฉันโทรมาชวนฉันไปดูหนังไง แกไม่ด่า ไม่ห้ามซักคำ
แต่เอามือถือฉันส่ง SMS ไปหาเค้าว่า..
[กรุณาอย่าชวนแฟนชาวบ้านไปดูหนังนะคะ ไม่มีอดีตอะไรให้คุณต้องมารื้อฟื้น จบนะคะ สะกดคำว่าจบเป็นใช่มั๊ย?] แร๊งงงส์"

"อ๊ะ..เหรอ เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอ?" คราวนี้ฉันยิ้มเขิน ๆ..เขินเพราะจำเรื่องที่ทำไว้ไม่ได้จริง ๆ
"เออเซ่ะ..ยังมีอีกนะ พอแกรู้ว่าไอ้เปิ้ลจะมาหาฉันที่ทำงาน แกก็โผล่มาเซอร์ไพรซ์เฉยเลย ฉันกลัวจะตีกันตาย ดีที่ไม่เจอกัน"
"เอ๋า..จะมาโทษฉันก็ไม่ได้เนาะ การหึงหวงเป็นอภิสิทธิ์ของแฟนเฟร้ย แกเองนั่นแหละ ไม่เด็ดขาด มีแฟนใหม่แล้วยังติดต่อแฟนเก่าอยู่ได้"
"อ้าว คนเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนจะให้เกลียดโกรธ ไม่คุยกันเลยรึไง บ้าแล้ว"

"เออ เอาเหอะ เรื่องมันหมดอายุความไปแระ จะมารื้อฟื้นทำไมเนี่ย..ว่าแต่ แกจำฉันได้แต่เรื่องร้าย ๆ หรือไงวะ" ชักฉุนขึ้นมาจริง ๆ
"เอาน่า..แกก็มีดีตั้งหลายอย่าง อยู่กะแกสนุกดี หัวเราะได้ตลอด แกตลกจะตาย ..นั่นแหละข้อดี"
"ตลก?? ตลกนี่ใช่คำชมป้ะวะ"
"ชมดิ้ เอ้า ระแวงกันไปใหญ่ เอ้อ"
"เออ..ตอนนี้ฉันก็เป็นแฟนเก่าแกนิหว่า ออกมาเจอฉันแบบนี้ แฟนแกไม่ว่ารึไง"
"แฟนเฟินที่ไหน ..ยังไม่มีโว๊ย ..แฟนแกนั่นแหละ..จะว่าเอารึเปล่า?" อีกฝ่ายถามกลับบ้าง
"อ่ะนั่นน่ะสิ..ไม่ว่ามั้ง..เพราะฉันนับแกเป็นเพื่อน ไม่ได้นับเป็นว่าแฟนเก่า เพื่อนเจอเพื่อนก็ไม่น่าจะมีไรนิ"
"เยี่ยม คิดได้อย่างนั้นก็ดี"

..

"กินเสร็จแล้วจะไปไหนต่อดี" ฉันถามพร้อมควักกระเป๋าตังค์
"เฮ๊ยมื้อนี้ฉันเลี้ยง"
"เฮ๊ย ได้ไง ฉันสั่งเยอะกว่าแกอีก"
"เอาน่า..เมื่อวานวันเกิดแกไม่ใช่หรอ? ถือว่าเลี้ยงเบิร์ธเดย์ย้อนหลังละกัน"
"อ้อ..นี่ตั้งใจมาเลี้ยงก็ไม่บอก จะได้เลือกร้านหรู ๆ กว่านี้หน่อย .."
"แหม..น้อย ๆ หน่อยน่ะ ได้ทีเอาใหญ่"

"แก..ขอบใจนะ" ฉันเอ่ยหลังจากอีกฝ่ายจัดการเคลียร์บิลเรียบร้อย
"คิดมาก จิ๊บ ๆ น่ะ"

"ไม่ได้ขอบใจที่เลี้ยง..แต่ขอบใจที่ยังจำวันเกิดฉันได้"

ถึงตรงนี้ก็เงียบ เกิดอาการกระดากบางอย่างทำให้ต้องหลบตากันโดยอัตโนมัติ

"ไปเหอะ ดูโปรแกรมหนังกันดีกว่า" อีกฝ่ายตัดบท..


--------------------
เราทั้งคู่เดินมาหยุดดูโปรแกรมหนัง
ไล่เถียงกันเป็นเรื่อง ๆ
เรื่องโน้นไม่ดี เรื่องนี้ไม่ชอบนางเอก
เรื่องนั้นผู้กำกับห่วย...

เถียงกันอยู่พักใหญ่ฉันก็นึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง
"อีตานี่เรื่องเยอะ"...
อะไรก็ได้ง่าย ๆ ของเค้าเนี่ย..มันไม่ได้ง่ายอย่างว่าเลย

เคยชวนกันไปกินข้าวแถว ๆ บ้าน
ถามเค้าว่า "จะกินอะไรดี?"
เค้าก็ตอบมาว่า.."อะไรก็ได้ง่าย ๆ"
ผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านแรก .."กินมั๊ย?"
"หึ ฉันไม่กินเนื้อ"
อาหารตามสังร้านที่สอง "กินมั๊ย?"
"หึ ร้านนี้สกปรก"
ก๊วยเตี๋ยวไก่ร้านที่ 3 "กินมั๊ย?"
"หึ หิวขนาดนี้ ก๊วยเตี๋ยวเอาไม่อยู่"
ผ่านร้านที่ 4, 5, 6...10 เริ่มห่างบ้านราว ๆ 2 กิโล He said no ตลอด

สุดท้ายจบที่ร้านจิ้มจุ่ม เป็นคำตอบสุดท้าย (เพราะ กรูไม่ไหวจะเดินแล้วโว๊ย!)

อะไรก็ได้..ง่าย ๆ ....จิ้มจุ่ม..แม่ม..ง่ายมาก

...

ดูหนังก็เหมือนกัน
ฉันไม่เคยได้สิทธิ์ในการเลือกหนังที่ตัวเองอยากดูเลย
มีแต่พ่อเป็นฝ่ายเลือกทั้งนั้น
นั่นคือตอนยังรัก ๆ ไง ..เลยยอมให้ได้
แต่ตอนนี้..ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ฉันต้องยอมจ่ายตังค์ เพื่อมาทนดูหนังเรื่องที่ไม่อยากดู นิหว่า

....

"เฮ๊ยแก....ฉันเปลี่ยนใจไม่ดูแระ กลับบ้านดีกว่า" ฉันตัดสินใจโพล่งออกไป
"เอ๋า..ซะงั้น ทำไมล่ะ นาน ๆ จะได้เจอกันที"
"เออ..แค่นี้ก็ดีใจและขอบคุณมากแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่มีหนังอะไรที่ฉันและแกอยากดูพร้อมกันนินา อีกอย่างฉันรีบ"
"รีบไปไหนแกวะ ไหนว่าไม่มีธุระไง"
"รีบกลับไปทำดีกับแฟนฉันสิ ..เผื่อวันนึงต้องเลิกกันไป เค้าจะได้มีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับฉันให้พูดถึงได้บ้าง ..ขอบใจมากนะ ไปล่ะ"

"อู๊ยยยย...มีประชดด้วย เออ บาย ๆ โชคดี"

แล้วต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับ ..ทั้งที่ ๆ ที่บ้านอยู่ทางเดียวกัน แต่ก็ไม่คิดจะกลับรถคันเดียวกัน
เพราะ Space อะไรบางอย่างที่เคยบอกไว้ทำให้ฉันรู้สึกว่า..

คนที่เป็นแฟนกันมาก่อน ไม่สามารถกลับไปเป็นเพื่อนกันได้ จริง ๆ นั่นแหละ!!!!






....................
My ex : ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แกจะแก้ไขเรื่องที่เราทำไม่ดีต่อกันไว้มั๊ย?

Me : หึ!! ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จริง ๆ ..ฉันขอไม่เลือกคบแกเป็นแฟนดีกว่า เอาเพื่อนมาทำแฟน เวลาเลิก ต้องเสียทั้งเพื่อน ทั้งแฟน ..เหงาว่ะ!


edit @ 13 Mar 2011 03:42:44 by แม่มดราตรี